ทุกปีในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน ภาคเหนือของประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตหมอกควันและไฟป่า ผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยกับตัวเลข PM2.5 ที่พุ่งสูงเกินมาตรฐาน และมักเข้าใจว่าปัญหาหมอกควันคือปัญหาของ “ปริมาณฝุ่น” เป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่า สิ่งที่อันตรายไม่ใช่เพียงปริมาณฝุ่นในอากาศเท่านั้น แต่รวมถึง “ขนาดของฝุ่น” และ “สารเคมีที่อยู่ในฝุ่น” ด้วย
งานวิจัยที่ศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ บริเวณชายแดนไทย–เมียนมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการเผาในที่โล่งและไฟป่า ได้ทำการแยกฝุ่นออกตามขนาดอนุภาค และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในฝุ่นแต่ละขนาด เพื่อดูว่าฝุ่นขนาดไหนมาจากแหล่งกำเนิดอะไร และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร
ในการศึกษานี้ นักวิจัยแบ่งฝุ่นออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ฝุ่นหยาบ (ขนาด 10 – 3 ไมโครเมตร) ฝุ่นขนาดกลางหรือฝุ่นสะสม (3.0 – 0.49 ไมโครเมตร) และฝุ่นขนาดเล็กมาก (เล็กกว่า 0.49 ไมโครเมตร) ซึ่งฝุ่นแต่ละขนาดมีแหล่งกำเนิดและองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงหมอกควัน ปริมาณฝุ่นในอากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงปกติ แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ สัดส่วนของฝุ่นขนาดเล็กเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ฝุ่นขนาดเล็กสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน เดินทางได้ไกล และเมื่อสูดดมเข้าไปสามารถลงไปถึงถุงลมในปอดและบางส่วนสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าฝุ่นขนาดใหญ่
เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในฝุ่นแต่ละขนาด นักวิจัยพบว่า ฝุ่นหยาบมักมีองค์ประกอบของแร่ธาตุจากดิน เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม ซึ่งมักมาจากฝุ่นดิน การฟุ้งกระจายของผิวดิน และฝุ่นถนน ขณะที่ฝุ่นขนาดกลางจำนวนมากเกิดจากกระบวนการทางเคมีในบรรยากาศ เช่น ซัลเฟตและแอมโมเนียม ซึ่งเกิดจากก๊าซมลพิษทำปฏิกิริยาในอากาศจนกลายเป็นฝุ่นทุติยภูมิ ส่วนฝุ่นขนาดเล็กมาก พบสารที่เป็นตัวชี้วัดการเผาไหม้ชีวมวล เช่น โพแทสเซียม (K+) และ เลโวกลูโคซาน (levoglucosan) ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ชีวมวล นอกจากนี้ยังพบสารในกลุ่มพอลิไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์และมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็ง รวมทั้งพบโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และนิกเกิล ในฝุ่นหลายขนาด ซึ่งสารเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
การประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพจากงานวิจัยนี้พบว่า สารในกลุ่ม PAHs ซึ่งพบมากในฝุ่นขนาดเล็ก มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งในระยะยาว ขณะที่การได้รับโลหะหนักจากฝุ่นละอองมีความเชื่อมโยงกับโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด ความเครียดออกซิเดชัน และความเสียหายต่อสารพันธุกรรม (DNA) แสดงให้เห็นว่า ผลกระทบของหมอกควันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาการระคายเคืองตาและจมูก แต่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว
อีกประเด็นสำคัญที่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นคือ ปัญหาหมอกควันในภาคเหนือไม่ได้เกิดจากแหล่งกำเนิดในพื้นที่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับมลพิษข้ามพรมแดน เนื่องจากทิศทางลมสามารถพาฝุ่นควันจากการเผาในพื้นที่ห่างไกลเข้ามาสะสมในพื้นที่แอ่งกระทะของภาคเหนือได้ ทำให้ในบางช่วง แม้ไม่มีการเผาในพื้นที่ ค่าฝุ่นก็ยังคงสูง
ผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตหมอกควันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของ “ปริมาณฝุ่น” แต่เป็นปัญหาของ “องค์ประกอบของฝุ่น” ด้วย เนื่องจากฝุ่นจากการเผาไหม้ไม่ได้ประกอบด้วยเพียงฝุ่นดินทั่วไป แต่มีสารพิษและสารก่อมะเร็งเป็นองค์ประกอบอยู่จำนวนมาก การทำความเข้าใจว่าฝุ่นในอากาศมีหลายขนาด และฝุ่นแต่ละขนาดมีองค์ประกอบทางเคมีและความเป็นพิษแตกต่างกัน จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาหมอกควันได้ลึกขึ้น และนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น
ในระยะสั้น การป้องกันตนเอง เช่น การสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นและการหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ แต่ในระยะยาว การแก้ปัญหาหมอกควันจำเป็นต้องมุ่งเน้นที่การลดแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยเฉพาะการเผาในที่โล่ง ทั้งการเผาในภาคการเกษตร ไฟป่า และการเผาในพื้นที่ข้ามพรมแดน
หมอกควันภาคเหนือจึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาสุขภาพของประชาชน และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การจัดการป่าไม้ เศรษฐกิจ และความร่วมมือระหว่างประเทศ สิ่งที่งานวิจัยนี้พยายามบอกเราคือ เราไม่ควรมองเพียงว่าฝุ่นมีปริมาณเท่าใด แต่ควรมองว่าในฝุ่นนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่ตัวเลขค่าฝุ่นเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็น “สารพิษในฝุ่น” ที่เราหายใจเข้าไปทุกวันโดยไม่รู้ตัว
งานวิจัยได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Environmental Pollution, Volume 394, 2026, 127732
https://doi.org/10.1016/j.envpol.2026.127732
บทความ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทระ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มช.
นักวิจัย • Pavidarin Kraisitnitikul (Environmental Science Research Center, Faculty of Science and Office of Research Administration, Chiang Mai University) • Radshadaporn Janta (Environmental Science Research Center, Faculty of Science and Office of Research Administration, Chiang Mai University • Sarana Chansuebsri (Environmental Science Research Center, Faculty of Science Chiang Mai University) • Supattarachai Saksakrulkrai (Environmental Science Research Center, Faculty of Science, Chiang Mai University) • Duangduean Thepnuan (Department of Chemistry, Faculty of Science and Technology, Chiang Mai Rajabhat University) • Nuttipon Yabueng (Environmental Science Research Center, Faculty of Science, Chiang Mai University) • Somporn Chantara (Environmental Science Research Center, Faculty of Science and Chemistry Department, Faculty of Science, Chiang Mai University)