หลักสูตร
แยกตามคณะ
ค้นหาหลักสูตร
ปริญญาตรี
ปริญญาโท
ปริญญาเอก
หลักสูตรอื่นๆ
การศึกษา
การรับสมัครระดับปริญญาตรี
การรับสมัครระดับบัณฑิตศึกษา
การรับสมัครหลักสูตรนานาชาติ
ทุนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
คณะและหน่วยงาน
คณะ
หน่วยงาน
ส่วนงานอื่นๆ
ข่าวสาร
ข่าวงานวิจัยและนวัตกรรม
ข่าวเด่น
ข่าวบุคคลเด่น
รางวัลและความภาคภูมิใจ
ประชุมสัมมนา/กิจกรรมของมหาวิทยาลัย
ภาพข่าวผู้บริหาร
ข่าวรับสมัครงาน
ข่าวจัดซื้อจัดจ้าง
ปฏิทินกิจกรรม
COVID-19 และ PM2.5
กีฬา
Featured
สุขภาพ
กฎหมายกฎระเบียบ
การบริจาค
เทคโนโลยี
ศาสนา
วารสาร
บทความเกี่ยวกับ 60 ปี มช.
เกี่ยวกับ มช.
ประวัติความเป็นมา
ปณิธาน/วิสัยทัศน์/พันธกิจ/ค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กร
อำนาจหน้าที่
เอกลักษณ์องค์กร (CI)
โครงสร้างองค์กรและการบริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
แผนพัฒนาการศึกษามช. ระยะ 5 ปี
คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย
คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย
ผู้บริหารส่วนงาน
ผู้บริหารหน่วยงาน
สภาพนักงาน
ลิงค์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
CMU First Year
CMU IT Life
โครงการแลกเปลี่ยน
ทุนการศึกษา
คลังภาพคลังข่าว
ข้อมูลสาธารณะ
นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ติดต่อเรา
ภาษา
ภาษาไทย
อังกฤษ
จีน
TH
|
EN
|
CN
หน้าแรก
ข่าว
ข่าว
ไวรัสตับอักเสบ รู้ไว้…ตับไม่พัง
7 มกราคม 2569
คณะแพทยศาสตร์
“ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานหนักเงียบ ๆ ให้กับร่างกาย แต่กลับเป็นอวัยวะที่หลายคนมักละเลย โดยเฉพาะโรคที่พบบ่อยอย่าง ไวรัสตับอักเสบ ซึ่งหากไม่รู้เท่าทัน อาจนำไปสู่โรคตับอักเสบรุนแรง ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับได้ในที่สุด
ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด
ไวรัสตับอักเสบที่พบบ่อยมี 5 ชนิดหลัก ได้แก่ A, B, C, D และ E สามารถแบ่งตามลักษณะการติดต่อได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1. กลุ่มติดทางอาหารและน้ำ (A และ E) มักทำให้เกิดตับอักเสบแบบเฉียบพลัน อาการรุนแรงในช่วงสั้น ๆ แต่ส่วนใหญ่มักหายได้เอง
2. กลุ่มติดทางเลือดและสารคัดหลั่ง (B และ C) เป็นกลุ่มที่น่ากังวล เพราะมักกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และเพิ่มความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับในระยะยาว
รู้จักการติดต่อของไวรัสแต่ละชนิด
ไวรัสตับอักเสบ A และ E
ติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น อาหารทะเลมีเปลือก (หอย ปู กุ้ง) ที่ปรุงไม่สุก หรือเดินทางไปยังประเทศที่มีสุขอนามัยไม่ดีและมีการแพร่ระบาดของเชื้อ สำหรับ ไวรัส E ยังพบความสัมพันธ์กับหมูดิบ หรือการอยู่ใกล้ฟาร์มหมู และมีความอันตรายสูงในหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้
ไวรัสตับอักเสบ B และ C
• ไวรัส B พบได้บ่อยมากในประเทศไทย ติดต่อจากแม่สู่ลูกในช่วงคลอด การมีเพศสัมพันธ์ และการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
• ไวรัส C ติดต่อทางเลือดเป็นหลัก เช่น การสัก พฤติกรรมเสี่ยง หรือการรับเลือดก่อนปี พ.ศ. 2535
อาการ…เฉียบพลัน vs เรื้อรัง
ระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจมีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดชายโครงขวา และมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เอง
ระยะเรื้อรัง พบมากในไวรัส B และ C โดยมักไม่มีอาการในระยะแรก แต่เชื้อจะค่อย ๆ ทำลายตับอย่างเงียบ ๆ จนกลายเป็นตับแข็งหรือมะเร็งตับโดยไม่รู้ตัว
วัคซีน ป้องกันได้ตั้งแต่วันนี้
ในประเทศไทย มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบที่แนะนำหลัก ๆ คือ
• วัคซีนไวรัส A ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน เหมาะสำหรับผู้เดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ผู้ประกอบอาหาร และผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง
• วัคซีนไวรัส B ฉีด 3 เข็ม (เดือนที่ 0, 1 และ 6) แนะนำอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 ซึ่งอาจยังไม่ได้รับวัคซีนพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิด
แนวทางการรักษาที่ก้าวหน้า
• ไวรัสตับอักเสบ C ปัจจุบันมียารับประทานที่สามารถรักษาให้หายขาดได้มากกว่า 95% ใช้เวลารักษาประมาณ 3 เดือน
• ไวรัสตับอักเสบ B แม้ยังรักษาให้หายขาดไม่ได้ แต่สามารถใช้ยาควบคุมปริมาณไวรัส ลดความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำแนะนำง่าย ๆ เพื่อไม่ให้ “ตับพัง”
1. รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด และล้างมือก่อน–หลังอาหาร
2. หลีกเลี่ยงหมูดิบ และอาหารทะเลมีเปลือกที่ปรุงไม่สุก
3. ลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ และใช้ถุงยางอนามัย
4. ตรวจภูมิคุ้มกันและฉีดวัคซีนป้องกัน โดยเฉพาะไวรัส A และ B
5. ระวังการใช้สมุนไพรหรือวิตามิน เพราะยังไม่มีชนิดใดรักษาไวรัสตับอักเสบได้ และบางชนิดอาจทำให้ตับอักเสบรุนแรงขึ้นหากใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.พญ.กนกวรรณ ภิญโญพรพาณิชย์ อาจารย์ประจำหน่วยโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.
เรียบเรียงโดย: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว: งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สุขภาพ
บทความ
ข่าวเด่น
แกลลอรี่
×
RoomID:
Room Name:
Description: