คลายปมโรคเกาต์ โรคที่ไม่ได้มีแค่อาการ “ปวด”

7 มกราคม 2569
คณะแพทยศาสตร์
เมื่อพูดถึง “โรคเกาต์” หลายคนมักนึกถึงอาการปวดข้อและข้ออักเสบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า แต่ในความเป็นจริง


โรคเกาต์มีความซับซ้อนและอันตรายมากกว่านั้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทั้งไต หัวใจ และหลอดเลือด


โรคเกาต์คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร

โรคเกาต์เกิดจากการที่ร่างกายมี ระดับกรดยูริกในเลือดสูง เป็นเวลานาน จนกรดยูริกตกตะกอนกลายเป็นผลึกเกลือไปสะสมตามข้อต่าง ๆ และเนื้อเยื่อ ที่สำคัญคือ ผลึกเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดตอนมีอาการปวดข้อและมีข้ออักเสบครั้งแรก แต่สะสมมาแล้วอย่างน้อย 5–10 ปี


เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้มีอาการ


• ปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้ออย่างรุนแรง

• มักพบที่โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า

• ปวดมากจนแม้แต่ผ้าห่มมาแตะก็ทนไม่ได้


โรคเกาต์ ไม่ได้มีแค่อาการปวดข้อ


หากปล่อยไว้หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง โรคเกาต์อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ ได้แก่

1. โรคไตและระบบทางเดินปัสสาวะ กรดยูริกสามารถไปสะสมที่ไต ทำให้ไตทำงานเสื่อมลง เกิดภาวะไตเสื่อม หรือเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้

2. หัวใจและหลอดเลือด ระดับกรดยูริกที่สูงเรื้อรัง จะกระตุ้นให้หลอดเลือดหนาและแข็งตัวเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ

3. ปุ่มโทฟัส (Tophi) เป็นก้อนหรือปุ่มแข็งที่เกิดจากการสะสมของผลึกยูริกตามข้อต่าง ๆ หากเป็นมากอาจกัดกร่อนกระดูก ทำให้ข้อผิดรูปและใช้งานลำบาก


ความเข้าใจผิดเรื่องอาหารกับโรคเกาต์

หลายคนเข้าใจว่าโรคเกาต์เกิดจากการกินอาหารผิดประเภท เช่น ไก่หรือสัตว์ปีก แต่ในความเป็นจริง


• อาหารมีผลต่อการสร้างกรดยูริกในร่างกายประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างการสร้างในแต่ละวัน

• อีก 2 ใน 3 ของกรดยูริกในร่างกายเกิดจากการที่ร่างกายสร้างขึ้นเองจากการสลายเซลล์ต่างๆ


ดังนั้น อาหารจึงไม่ใช่สาเหตุของโรคเกาต์ แต่มีส่วนกระตุ้นให้โรคเกาต์รุนแรงขึ้น


สิ่งที่ควรงดอย่างจริงจังคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ เพราะแอลกอฮอล์นอกจากจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ไตขับกรดยูริกออกได้น้อยลง


โรคเกาต์รักษาให้หายขาดได้หรือไม่

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “เกาต์รักษาไม่หาย” ในความเป็นจริง โรคเกาต์สามารถรักษาให้หายขาดได้ หาก
• รับประทานยาละลายผลึกยูริกอย่างสม่ำเสมอ

• ควบคุมระดับกรดยูริกให้ต่ำกว่า มก./ดล. ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน การรักษาอย่างต่อเนื่องจะช่วยละลายผลึก ลดการอักเสบ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว แยกให้ออก โรคเกาต์ โรคเกาต์เทียม และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

• โรคเกาต์เทียม (Pseudogout) เป็นโรคที่มีอาการคล้ายเกาต์ มักพบในผู้สูงอายุ เกิดจากผลึกคนละชนิดกับโรคเกาต์จริง และไม่มียาละลายผลึกเหมือนในโรคเกาต์

• โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง มีข้อบวมหลายๆ ข้อต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากโรคเกาต์ซึ่งมีลักษณะข้ออักเสบเป็นๆ หายๆ


สมุนไพรช่วยขับยูริก ดีจริงหรือ

สมุนไพรบางชนิดอาจมีคุณสมบัติลดกรดยูริกได้ แต่มักจะไม่มากพอที่จะทำให้ระดับกรดยูริกต่ำกว่า 6 มก./ดล. ได้ และแพทย์ไม่แนะนำให้รับประทานยาสมุนไพรร่วมกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบัน หรือทำให้เกิดผลข้างเคียง และทำให้การรักษาโรคยุ่งยากมากขึ้น


คำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการปวดข้อ บวม แดง ร้อน และสงสัยว่าอาจเป็นโรคเกาต์ ควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะไตเสื่อม ซึ่งจะทำให้การรักษาซับซ้อนและยากขึ้นมาก


ขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู อาจารย์ประจำหน่วยโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

แกลลอรี่