แพทย์ มช. ชี้ชัด ใครบ้างควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนระบาด สถานการณ์ “ไข้หวัดใหญ่ 2569” ยังต้องระวัง

9 มิถุนายน 2569
คณะแพทยศาสตร์

แม้ผู้ป่วยเริ่มลดลง แต่กลุ่มเด็กยังเสี่ยงสูง สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ปี 2569 ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (1 ม.ค. – 7 มี.ค. 2569) พบผู้ป่วยสะสมกว่า 140,293 ราย อัตราป่วย 216.13 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 11 ราย สายพันธุ์ A จำนวน 7 ราย สายพันธุ์ B จำนวน 4 ราย ในสัปดาห์ที่ 10 นี้ รายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แม้มีแนวโน้ม “ลดลง” และต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (2568) แต่ยังคง “สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง”


กลุ่มที่ป่วยมากที่สุดคือ “เด็ก” อายุ 5–9 ปี สูงสุด รองลงมา 0–4 ปี และ 10–14 ปี ภาคเหนือมีอัตราป่วยสูงที่สุด


ไข้หวัดใหญ่ vs หวัดธรรมดา ต่างกันยังไง

หลายคนคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้ว “ต่างกันชัดเจน”

ไข้หวัดใหญ่

  • ไข้สูง 38–39?C
  • ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลียมาก
  • อาจมีอาการหายใจเหนื่อย


เสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ

หวัดธรรมดา

อาการไม่รุนแรง

  • น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอเล็กน้อย
  • มักไม่มีไข้สูง

จุดสำคัญคือ “ไข้หวัดใหญ่รุนแรงกว่า” และอาจถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล


ทำไมบางคนอาการหนัก

ไข้หวัดใหญ่ไม่ได้จบแค่ไข้แต่อาจลุกลามเป็น

  • หลอดลมอักเสบ
  • ปอดอักเสบ
  • ติดเชื้อซ้ำซ้อน
  • ภาวะหายใจล้มเหลว

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

  • เด็กเล็ก
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง / ภูมิคุ้มกันต่ำ


ทำไมต้องฉีดวัคซีน “ทุกปี”

เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่ “เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี” วัคซีนปีที่แล้ว อาจป้องกันปีนี้ไม่ได้เต็มที่ องค์การอนามัยโลกจะคาดการณ์สายพันธุ์ใหม่ทุกปี เพื่อผลิตวัคซีนให้เหมาะกับการระบาดในแต่ละฤดูกาล


การฉีดวัคซีนช่วย

  • ลดความรุนแรงของโรค
  • ลดภาวะแทรกซ้อน
  • ลดโอกาสเสียชีวิต
  • ลดการแพร่เชื้อให้คนในครอบครัว


ใครบ้าง “ควรฉีดวัคซีน” มากที่สุด

กลุ่มเสี่ยง ได้แก่

เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
หญิงตั้งครรภ์
ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (หัวใจ ปอด หอบหืด อ้วนมาก ฯลฯ)
บุคลากรทางการแพทย์ เพราะมีโอกาสต้องดูแลคนไข้ หากติดแล้วอาจแพร่กระจายเชื้อได้ แม้ “คนสุขภาพแข็งแรง” ก็ยังควรฉีด เพราะสามารถติดและแพร่เชื้อได้

เด็กต้องฉีดยังไง

  • เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป หาก “ฉีดครั้งแรก” และอายุต่ำกว่า 9 ปี
  • ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน
  • หลังจากนั้น ปีละ 1 เข็ม



ฉีดช่วงไหนดี

แนะนำ: ฉีดก่อนฤดูฝน 1–2 เดือน เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างภูมิประมาณ 2 สัปดาห์

แต่จริง ๆ แล้ว “ฉีดได้ตลอดทั้งปี” แม้ฉีดช้า ก็ยังมีประโยชน์


ฉีดแล้วจะไม่เป็นเลยไหม

คำตอบคือ “ยังมีโอกาสเป็น”

แต่...

อาการจะ “เบาลงอย่างชัดเจน”

• ลดโอกาสภาวะแทรกซ้อน

• ลดโอกาสเสียชีวิต


ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ฉีดแล้วเป็นไข้หวัดใหญ่

ไม่จริง (วัคซีนเป็นเชื้อตาย)



ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

• ฉีดแล้วเป็นไข้หวัดใหญ่: ไม่จริง (วัคซีนเป็นเชื้อตาย)

• คนแข็งแรงไม่ต้องฉีด: ไม่จริง (ยังแพร่เชื้อได้)

• แพ้ไข่ห้ามฉีด: ไม่จริง (ฉีดได้ แต่ต้องเฝ้าระวัง)

ใคร “ไม่ควรฉีด”

ผู้ที่เคยแพ้วัคซีนชนิดรุนแรง


ผลข้างเคียงที่อาจเกิด

อาการทั่วไป (หายเองได้)

• ไข้ต่ำ

• ปวดเมื่อย

• ปวด/บวมบริเวณที่ฉีด อาการอันตราย (พบได้น้อยมาก)

• หายใจลำบาก

• หน้ามืด

• ผื่นลมพิษ ควรสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาทีหลังฉีด


3 วิธีป้องกันที่แพทย์แนะนำ

• ฉีดวัคซีนทุกปี

• ล้างมือบ่อย ๆ

• สวมหน้ากาก เลี่ยงใกล้ชิดผู้ป่วย

.

“ไข้หวัดใหญ่” ไม่ใช่แค่ไข้ธรรมดา

และยังคงระบาดทุกปี โดยเฉพาะในเด็ก

การฉีดวัคซีน = ป้องกันตัวเอง + ปกป้องคนที่เรารัก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก: อ.พญ.ณัฐชยาญ์ คุณานิจถาวร อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช.


เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน

ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #โรงพยาบาลสวนดอก #โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU #วัคซีนไข้หวัดใหญ่

แกลลอรี่