3 พฤศจิกายน 2569
ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์
จากผืนผ้ายาวกว่า 50 เมตร สู่ยอดดอยสุเทพ เบื้องหลัง “ผ้าห่มพระธาตุ” ของคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของงานศิลปะ หากแต่เป็นเรื่องราวของศรัทธา ภูมิปัญญาล้านนา ความร่วมแรงร่วมใจของนักศึกษา และความทรงจำที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น บนเส้นทางประเพณีรับน้องขึ้นดอยที่อยู่คู่ชาว มช. มาอย่างยาวนาน
ปี 2568 ขบวนนักศึกษาแบกเสลี่ยงแห่ช้าง
ปี 2568 ขบวนเครื่องสักการะ
ทุกครั้งที่ขบวนรับน้องขึ้นดอยเคลื่อนตัวขึ้นสู่ดอยสุเทพ ภาพของนักศึกษาที่ร่วมแรงร่วมใจกันแบกเสลี่ยง แห่ช้าง และนำเครื่องสักการะขึ้นไปถวายแด่องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ เป็นภาพที่สะท้อนเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และวัฒนธรรมล้านนาที่ผูกพันกับชีวิตของชาว มช. มาอย่างยาวนาน หนึ่งในขบวนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ขบวนของคณะวิจิตรศิลป์ ซึ่งนอกจากการแห่ช้างและเครื่องสักการะที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของนักศึกษาแล้ว ยังมี “ผ้าห่มพระธาตุ” เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่คณะได้สืบสานต่อเนื่องมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์เธียรชาย อักษรดิษฐ์ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ และนักศึกษาเก่า มช. รหัส 29 เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เดิมทีการแห่ช้างเป็นกิจกรรมสำคัญในริ้วขบวนของคณะวิจิตรศิลป์ ก่อนที่แนวคิดเรื่องการจัดทำเครื่องสักการะเพื่อถวายแด่องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพจะได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กระทั่งในปี พ.ศ. 2545 คณะวิจิตรศิลป์ได้เพิ่ม “ผ้าห่มพระธาตุ” เป็นหนึ่งในเครื่องสักการะที่นักศึกษาจัดทำขึ้น เพื่อนำไปถวายและห่มองค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ ในกิจกรรมรับน้องขึ้นดอยของคณะ จุดเริ่มต้นดังกล่าวเกิดจากแนวคิดที่ต้องการให้กิจกรรมการขึ้นดอยเป็นมากกว่าการเดินทางไปนมัสการพระธาตุ แต่เป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และสัมผัส ศิลปะและวัฒนธรรมล้านนา ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง จากเครื่องสักการะพื้นฐานอย่างดอกไม้ ธูป และเทียน จึงค่อย ๆ พัฒนาเป็นเครื่องสักการะที่มีรูปแบบและรายละเอียดทางศิลปกรรมมากขึ้น โดยคณะวิจิตรศิลป์ได้นำองค์ความรู้ด้านศิลปะล้านนามาประยุกต์ใช้ ทั้งการออกแบบลวดลาย รูปแบบเครื่องสักการะ และการจัดทำผ้าห่มพระธาตุ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์เธียรชาย อักษรดิษฐ์
อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์
นักศึกษาเก่า มช. รหัส 29
ปี 2529 สมัยผู้ช่วยศาสตราจารย์เธียรชาย อักษรดิษฐ์เป็นนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ ปี 1
และช้างตัวเเรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ปี 2530 ช้างปูนปั้น

ปี 2530 ปราสาทลมหลังแรก

ปี 2567 ขบวนผ้าห่มพระธาตุ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
จากผืนผ้าสู่ผลงานศิลปะที่ต้องใช้ “คนทั้งขบวน” กว่าจะกลายเป็นผืนผ้าที่พร้อมนำขึ้นดอย ผ้าห่มพระธาตุแต่ละผืนต้องผ่านทั้งกระบวนการคิด ออกแบบ และลงมือทำโดยนักศึกษาจำนวนมาก ในอดีตการสร้างลวดลายบนผืนผ้าอาศัยการเพ้นท์ด้วยมือ ก่อนที่จะพัฒนาเทคนิคให้เหมาะสมกับการทำงานในแต่ละยุค โดยมีการนำการสกรีนและวัสดุอื่น ๆ เข้ามาช่วยสร้างสรรค์ลวดลาย เพื่อให้สามารถผลิตผืนผ้าที่มีรายละเอียดสวยงามและแล้วเสร็จทันกำหนดการ ขณะเดียวกัน ความยาวของผ้าก็ไม่ใช่เรื่องเล็ก เดิมผ้าห่มพระธาตุมีความยาวประมาณ 54 เมตร ตามขนาดโดยรอบฐานองค์พระธาตุในบริเวณที่เคยใช้ห่ม ก่อนจะขยายเป็นประมาณ 65 เมตร เมื่อได้รับความอนุเคราะห์ให้สามารถห่มในบริเวณรั้วด้านนอกได้ ผืนผ้าจึงกลายเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งกำลังคน ความร่วมมือ และการทำงานเป็นทีม ตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการนำขึ้นห่มองค์พระธาตุจริง
เพราะทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำสิ่งที่ดีที่สุด
สีและลวดลายที่มีความหมาย
สีของผ้าห่มพระธาตุยังสะท้อนความเชื่อและธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยทั่วไปมักใช้สีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับสีของผ้ากาสาวพัสตร์อย่างไรก็ตาม ในบางโอกาส สีของผ้าห่มพระธาตุก็ถูกออกแบบให้มีความหมายเฉพาะของคณะ เช่น ในปี พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 40 ปีแห่งการก่อตั้งคณะวิจิตรศิลป์ ได้มีการจัดทำผ้าห่มพระธาตุ สีแดง ซึ่งเป็นสีประจำคณะ เพื่อถวายแด่องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ
ส่วนลวดลายของผืนผ้าในแต่ละปีจะสัมพันธ์กับแนวคิดหรือธีมของคณะ โดยอาจนำลวดลายมงคล ลายประจำยาม รูปสาวก หรือพระพุทธรูปปางต่าง ๆ มาประกอบการออกแบบ สำหรับแนวคิดในปี 2569 คณะวิจิตรศิลป์กำหนดธีมเกี่ยวกับ วัฒนธรรมเขตหนานไห่ หรือวัฒนธรรมบริเวณทะเลจีนใต้ ซึ่งเปิดพื้นที่ให้เกิดการผสมผสานระหว่างศิลปะจีนกับศิลปะของท้องถิ่น สะท้อนแนวคิดการแลกเปลี่ยนและหลอมรวมทางวัฒนธรรมผ่านงานศิลปะบนผืนผ้า
จาก “งานรับน้อง” สู่บทเรียนชีวิตและความทรงจำ
เบื้องหลังการทำผ้าห่มพระธาตุยังมีเรื่องราวของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้องซ่อนอยู่ในอดีต การจัดทำช้าง ปราสาท เครื่องสักการะ หรือผ้าห่มพระธาตุ ต้องใช้แรงของนักศึกษาจำนวนมาก จึงเกิดการแบ่งหน้าที่เป็นกองงานต่าง ๆ ทั้งกองเสลี่ยง กองปราสาท กองช้าง และกองผ้าห่มพระธาตุ การทำงานในแต่ละกองจึงไม่ได้เป็นเพียงการผลิตชิ้นงาน แต่เป็นพื้นที่ให้รุ่นพี่ถ่ายทอดประสบการณ์และทักษะให้รุ่นน้อง ขณะเดียวกัน รุ่นน้องก็ได้เรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ ความอดทน และการทำงานร่วมกับผู้อื่น แม้เรื่องราวการ “แกล้ง” กันระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องในอดีต เช่น การนำอุปกรณ์ไปซ่อมหรือทำให้ต้องเร่งมือกับงานในช่วงท้าย อาจฟังดูเป็นเรื่องชวนหัวในมุมมองปัจจุบัน แต่สำหรับคนในยุคนั้น สิ่งเหล่านี้คือสีสันของการทำงานร่วมกัน และเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่ทำให้กิจกรรมมีเรื่องเล่าเฉพาะของแต่ละรุ่น สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำสิ่งที่ดีที่สุดจากแรงกายและความสามารถของตนเอง เพื่อนำขึ้นไปถวายแด่องค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ
ศิลปะที่ทำให้ประเพณี “มีชีวิต”
เรื่องราวของผ้าห่มพระธาตุยังสะท้อนพัฒนาการของประเพณีรับน้องขึ้นดอยในภาพรวม จากเดิมที่นักศึกษาขึ้นดอยเพื่อไปนมัสการองค์พระบรมธาตุดอยสุเทพและรับดอกไม้ ธูป เทียนที่จัดเตรียมไว้ ต่อมาแต่ละคณะเริ่มนำศิลปะและวัฒนธรรมล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงหลังปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา จึงเริ่มเห็นความหลากหลายของเครื่องสักการะและการตกแต่งขบวนของแต่ละคณะ ขณะที่คณะวิจิตรศิลป์ได้เพิ่มเอกลักษณ์ของตนเองด้วยการจัดทำผ้าห่มพระธาตุตั้งแต่ปี 2545 สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเพณีไม่ได้หยุดอยู่เพียง “กิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี” แต่กลายเป็นพื้นที่ที่นักศึกษารุ่นใหม่ได้เข้ามาสัมผัสศิลปวัฒนธรรมด้วยตัวเอง
ผืนผ้าหนึ่งผืน…จึงมีเรื่องราวมากกว่าที่มองเห็น
ในมุมของพุทธศาสนา การถวายผ้าห่มพระธาตุเป็นรูปแบบหนึ่งของ การปฏิบัติบูชา ซึ่งเป็นการนำสิ่งของมาถวายแด่สิ่งที่เคารพนับถือ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสบายใจ แต่ในมุมของนักศึกษา ผ้าห่มพระธาตุยังมีความหมายมากกว่านั้น เพราะกว่าจะกลายเป็นผืนผ้ายาวหลายสิบเมตร ต้องผ่านมือของผู้คนจำนวนมาก บางคนช่วยออกแบบ บางคนช่วยวาด บางคนช่วยสกรีน บางคนช่วยจัดเตรียม บางคนช่วยแบกขึ้นดอย และบางคนอาจจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่า ตัวเองเคยรับผิดชอบส่วนไหนของผืนผ้า แต่เมื่อวันหนึ่งได้กลับมาเห็นขบวนรับน้องขึ้นดอยอีกครั้ง และเห็นผืนผ้ายาว ๆ ถูกคลี่ออกบนเส้นทางสู่ดอยสุเทพ ความทรงจำของวันเวลาที่เคยร่วมแรงร่วมใจกันก็อาจย้อนกลับมาอีกครั้ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ผ้าห่มพระธาตุ” ไม่ได้เป็นเพียงงานศิลปะหรือเครื่องสักการะ หากแต่เป็นพื้นที่ที่ศรัทธา ศิลปวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของผู้คนได้มาพบกัน จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จากอดีตสู่ปัจจุบัน และจากผืนผ้าผืนหนึ่งสู่ความทรงจำของลูกช้าง มช. อีกหลายรุ่น ทุกครั้งที่ผืนผ้าถูกยกขึ้นห่มองค์พระบรมธาตุดอยสุเทพ จึงไม่ใช่เพียงการถวายสิ่งของแทนความเคารพ แต่คือการบอกเล่าเรื่องราวว่า... ครั้งหนึ่ง ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนกลุ่มหนึ่งเคยร่วมมือกันสร้างสิ่งงดงาม และส่งต่อเรื่องราวนั้นให้คนรุ่นต่อไปได้เดินขึ้นดอยไปพร้อมกัน
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก
คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU FINE ART)