น้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาล เป็นเหมือนคลังสำรองน้ำจืดธรรมชาติที่สำคัญต่อการหล่อเลี้ยงชีวิตและกิจกรรมต่าง ๆ ในแอ่งเชียงใหม่ ท่ามกลางความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน แล้วคุณภาพของน้ำใต้ดินที่เราใช้อยู่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และมีกลไกอะไรบ้างที่ควบคุมคุณภาพน้ำเหล่านั้น?
นักวิจัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำทีมศึกษาคุณภาพน้ำบาดาลทั่วแอ่งเชียงใหม่ เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเฝ้าระวังความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ภายใต้งานวิจัย หัวข้อ อิทธิพลของสภาพรีดอกซ์ต่อการกระจายตัวของโลหะในน้ำใต้ดิน และการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพเบื้องต้น ในพื้นที่แอ่งเชียงใหม่ ภาคเหนือของประเทศไทย หรือ "Redox Controls on Dissolved Metal Distribution and Screening-Level Health Risks in Groundwater of the Chiang Mai Basin, Northern Thailand" ผลงานได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Toxics ปี 2026
โดยในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำบาดาลรวมทั้งสิ้น 120 ตัวอย่าง ครอบคลุมระดับความลึกที่แตกต่างกัน เพื่อวิเคราะห์ความแปรผันอย่างละเอียด ประกอบด้วย
บ่อน้ำบาดาลระดับตื้น (ความลึกไม่เกิน 30 เมตร) จำนวน 40 ตัวอย่าง
บ่อน้ำบาดาลลึกปานกลาง (ความลึก 31–60 เมตร) จำนวน 35 ตัวอย่าง
บ่อน้ำบาดาลระดับลึก (ความลึกมากกว่า 60 เมตร) จำนวน 45 ตัวอย่าง
จากนั้นนำตัวอย่างน้ำทั้งหมดมาตรวจวิเคราะห์ปริมาณโลหะและกึ่งโลหะรวม 9 ชนิด พร้อมทั้งวัดค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH), ศักย์รีดอกซ์ (Eh), ค่าการนำไฟฟ้า (EC) และปริมาณของแข็งละลายน้ำรวม (TDS) พร้อมทั้งนำข้อมูลมาวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (PCA), คำนวณดัชนีปัจจัยการปนเปื้อน (CF), ดัชนีภาระมลพิษ (PLI) และประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับคัดกรอง (Screening-Level Health Risk Assessment)
จากตัวอย่างน้ำที่ตรวจ พบว่ามีปริมาณโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน (ค่าอ้างอิง) โดยความถี่สูงสุดคือเหล็ก (ร้อยละ 72.5) แมงกานีส (ร้อยละ 65.0) และสารหนู (ร้อยละ 45.8) โดยปริมาณเหล็กและแมงกานีสมีค่าเพิ่มขึ้นตามความลึก ส่วน Fe-Mn-As มีความสัมพันธ์เชิงลบกับ Eh สะท้อนให้เห็นถึงการถูกควบคุมด้วยรีดอกซ์
ทั้งนี้ ค่า PLI รวมของชั้นน้ำบาดาลระดับตื้นมีค่าเท่ากับ 9.11 และระดับลึกมีค่า PLI เท่ากับ 10.42 โดยมีสารหนูเป็นตัวขับความเสี่ยงหลัก นอกจากนี้ ค่า HQ เท่ากับ 1.97 สำหรับผู้ใหญ่และ 4.60 สำหรับเด็ก และ lifetime cancer risk ประมาณ 8.87x10–4 ซึ่งหมายความว่า ค่าความเสี่ยงของผู้ใหญ่ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานเกือบ 2 เท่า และเด็ก สูงกว่า 4 เท่า สะท้อนว่าเด็กมีความอ่อนไหว และมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบสูงกว่า และหากมีการบริโภคน้ำที่ยังไม่ผ่านการบำบัดอย่างต่อเนื่องเป็นตลอดระยะเวลานาน จะมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
จากผลการวิจัยดังกล่าว จึงควรมีการเฝ้าระวังปริมาณโลหะหนักในบ่อน้ำบาดาลระดับลึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะสารหนู (As), แมงกานีส (Mn), ตะกั่ว (Pb) และแคดเมียม (Cd) อีกทั้งควรมีการพัฒนา และประยุกต์ใช้ระบบบำบัดน้ำที่สามารถกำจัดเหล็ก แมงกานีส และสารหนูร่วมกันได้ในระบบเดียว และใช้ความเสี่ยงต่อสุขภาพ (Health Risk) เป็นเครื่องมือคัดกรอง นอกจากนี้ ยังควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแปรผันตามฤดูกาลและการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีในระยะยาว เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รูปที่ 4 แผนภาพแสดงปริมาณโลหะหนักแต่ละชนิดในชั้นน้ำบาดาลระดับลึกเกิน 60 เมตร

รูปที่ 5 ความผันแปรปของปริมาณต่าง ๆ ตามความลึกของชั้นหินอุ้มน้ำ
แหล่งภาพ: บทความต้นฉบับ หน้า 11-12; DOI: https://doi.org/10.3390/toxics14050390
งานวิจัยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Toxics 14(5) (2026) 390
DOI: https://doi.org/10.3390/toxics14050390
นักวิจัย
อ.ดร.รุ่งโรจน์ เบญจกุล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.ดร.สุทธิพงษ์ ทวีลาภ คณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
รศ.ดร.มรกต เก็บเจริญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
รศ.ดร.จิรัฏฐ์ แสนทน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผศ.ดร.นิพาฎา แสนทา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่