ทำไม ‘ต้อหิน’ ถึงถูกเรียกว่ามรณะเงียบ? เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้

13 มีนาคม 2569
คณะแพทยศาสตร์

ทำไม ‘ต้อหิน’ ถึงถูกเรียกว่ามรณะเงียบ?
เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้ 



วันต้อหินโลก (World Glaucoma Day) ตรงกับวันที่ 12 มีนาคม ของทุกปี

วันนี้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงอันตรายของ Glaucoma หรือ “โรคต้อหิน” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 1 ของภาวะตาบอดถาวรทั่วโลก และเน้นให้คนทั่วไปตรวจตากับจักษุแพทย์เพื่อค้นหาโรคและรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น



โรคต้อหินคืออะไร? 


ต้อหินเป็นโรคของดวงตาที่เกิดจากการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตาอุดตัน ส่งผลให้ความดันในลูกตาสูงผิดปกติ จนทำลายขั้วประสาทตาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และทำให้เกิดการสูญเสียของลานสายตาโดยเริ่มที่ขอบด้านนอกก่อน หากไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ลานสายตาค่อยๆ แคบลงจนตาบอดถาวรในที่สุด



อะไรคือสาเหตุของโรคต้อหิน? 


ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจน แต่พบกลุ่มที่มีความเสี่ยง คือ

  • ผู้ที่มีความดันลูกตาสูงกว่าค่ามาตรฐาน
  • ผู้สูงอายุ
  •  ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นโรคต้อหิน
  •  กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด (ทำให้เลือดไหลเวียนไปขั้วประสาทตาไม่ดี)
  • ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมากๆ
  •  ผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุต่อดวงตา หรือเคยได้รับการผ่าตัดตา




 การใช้ยาสเตียรอยด์ อาการของโรคต้อหินเป็นอย่างไร?

1. ชนิดเรื้อรัง (พบบ่อยที่สุด): มักไม่มีอาการผิดปกติในระยะแรก ไม่ปวด ไม่มัว ไม่แดง ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวจนสูญเสียลานสายตาไปมากแล้ว หากเริ่มเห็นแถบมืดดำหรือการมองเห็นแคบลง แสดงว่าเป็นระยะท้ายๆ แล้ว

2. ชนิดเฉียบพลัน: มีอาการชัดเจนและรุนแรง!



ปวดตามากทันที (ยาแก้ปวดเอาไม่อยู่) 

  • ตามัวลง ตาแดง 
  • มองเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ 
  • มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้และอาเจียนร่วมด้วย 






(นอกจากนี้ยังแบ่งตามลักษณะทางกายวิภาคเป็น ชนิดมุมตาเปิด และ ชนิดมุมตาปิดหรือแคบ ซึ่งเสี่ยงต่ออาการเฉียบพลันได้)



การรักษาโรคต้อหินทำได้อย่างไร? 


โรคต้อหิน “ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้” แต่สามารถยับยั้งและชะลอโรคไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายเพิ่มขึ้นได้ โดยการลดความดันลูกตาผ่านวิธี

  • การหยอดตา และ/หรือ รับประทานยา
  •  การรักษาด้วยเลเซอร์
  • การผ่าตัด (ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรค)



โรคต้อหินสามารถป้องกันได้หรือไม่? 

เราไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ แต่สามารถป้องกันภาวะตาบอดถาวรได้! หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการตรวจวัดความดันลูกตาและขั้วประสาทตากับจักษุแพทย์เป็นประจำจึงสำคัญที่สุด



เมื่อไหร่จึงควรเข้ารับการตรวจตาจากจักษุแพทย์? 

ประชาชนทั่วไปควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูงดังนี้

  • อายุมากกว่า 40 ปี
  • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน
  •  เคยได้รับอุบัติเหตุรุนแรงที่ตา หรือเคยมีการอักเสบภายในลูกตา ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  •  ผู้ป่วยโรคหัวใจ หลอดเลือด และเบาหวาน
  • ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมากๆ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก: รศ.พญ.ธิดารัตน์ ลีอังกูรเสถียร อาจารย์ด้านต้อหิน ประจำภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 



#MedCMU #คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ #แพทย์เชียงใหม่ #แพทย์มช #หมอสวนดอก #แพทย์สวนดอก #โรงพยาบาลสวนดอก #MedCMUในมือคุณ #สื่อสารองค์กรMedCMU #วันต้อหินโลก #WorldGlaucomaDay

แกลลอรี่