9 ตุลาคม 2569
ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมแสดงความยินดีกับ Prof. Francis Halzen แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ในโอกาสได้รับ รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2026 จากผลงานวางรากฐานสำคัญของ IceCube Neutrino Observatory และการค้นพบนิวทริโนพลังงานสูงจากแหล่งกำเนิดทางดาราศาสตร์ ซึ่งเปิดมิติใหม่ของการศึกษาจักรวาลผ่านอนุภาคที่สามารถเดินทางข้ามห้วงอวกาศจากแหล่งพลังงานสูงมายังโลก
แนวคิดของ Prof. Halzen ที่เสนอเมื่อปี พ.ศ. 2531 ในการใช้น้ำแข็งบริสุทธิ์ใต้ขั้วโลกใต้เป็นเครื่องตรวจวัดนิวทริโน ได้พัฒนาสู่ IceCube หอสังเกตการณ์ขนาดยักษ์ที่ใช้ปริมาตรน้ำแข็งราว 1 ลูกบาศก์กิโลเมตรเป็นเครื่องตรวจวัด โดยอาศัยแสงเชเรนคอฟจากปฏิสัมพันธ์ของนิวทริโนกับสสาร เพื่อวิเคราะห์พลังงานและทิศทางของอนุภาคเหล่านี้
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักวิจัยจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ภายใต้โครงการความร่วมมือไทย–ไอซ์คิวบ์ ซึ่งดำเนินงานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ โดยข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2567 มีหน่วยงานไทย
ร่วมลงนาม ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
ปัจจุบัน มช. มีบทบาททั้งใน IceCube และ IceCube-Gen2 ครอบคลุมงานวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างแบบจำลอง การพัฒนาเครื่องมือ และการสร้างบุคลากร โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ นันทิยกุล ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการความร่วมมือไทย–ไอซ์คิวบ์และผู้แทนสถาบันของ มช. ในความร่วมมือดังกล่าว
ด้านงานวิจัย นักวิจัยและนักศึกษาของ มช. มีส่วนร่วมวิเคราะห์ข้อมูลจาก IceTop เครื่องตรวจวัดรังสีคอสมิกบนพื้นผิวแอนตาร์กติกา โดยศึกษาผลกระทบจากความดันบรรยากาศ อุณหภูมิ และหิมะสะสม เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการศึกษารังสีคอสมิกและกิจกรรมของดวงอาทิตย์
ขณะเดียวกัน ผศ. ดร.ชนะ สินทรัพย์วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมปฏิบัติงานที่ขั้วโลกใต้ในโครงการ IceCube Upgrade ต่อเนื่อง 3 ฤดูกาล ระหว่างปี 2023/24–2025/26 ทั้งงานระบบเจาะน้ำแข็งและสนับสนุนการติดตั้งเครื่องตรวจวัด สะท้อนศักยภาพบุคลากรไทยในการทำงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมในสภาพแวดล้อมสุดขั้ว
จากประสบการณ์ดังกล่าว มช. ยังเดินหน้าจัดเตรียม ห้องปฏิบัติการสำหรับประกอบและทดสอบโมดูลตรวจวัดแสง พร้อมพัฒนาบุคลากรผ่านการฝึกอบรมและการวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยชิบะและ Physical Sciences Laboratory ของ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–แมดิสัน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้กลับมาต่อยอดในประเทศไทย
อีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือยังมุ่ง “สร้างคน” ควบคู่กับ “สร้างเครื่องมือ” ผ่าน IceCube Summer Student Program ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยทำงานวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก โดยในปี 2569 มีนักศึกษาจาก มช. ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการด้วย
รางวัลโนเบลของ Prof. Halzen จึงไม่ใช่เพียงบทพิสูจน์ของวิสัยทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นแรงส่งให้ความร่วมมือ IceCube และ IceCube-Gen2 เดินหน้าต่อ สำหรับประเทศไทย นี่คือพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ตั้งแต่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ไปจนถึงการปฏิบัติงานในขั้วโลกใต้
และสำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นี่คืออีกก้าวสำคัญจาก “มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่” สู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายวิจัยระดับโลกที่กำลังร่วมกันค้นหาคำตอบว่า ...จักรวาลกำลังบอกอะไรกับเรา…ผ่านอนุภาคเล็ก ๆ ที่เรียกว่า ‘นิวทริโน’