28 ตุลาคม 2569
ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ติดอันดับ 49 ของโลกจาก Times Higher Education University Impact Rankings 2026 และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมสะสมกว่า 7.4 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 6 หมื่นล้านบาท บรรลุเป้าหมายตามแผนพัฒนาการศึกษาฯ ระยะที่ 13 ก่อนกำหนด ขณะที่แผนฯ ระยะที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ตั้งเป้าสูงสุด Real World Impact ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อสังคม พร้อมผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ไม่ต่ำกว่า 5
ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ความสำเร็จ ของแผนฯ 13 เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน และแผน 14 จะก้าวต่อไปสู่ Real World Impact ที่ทำให้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยกลายเป็นนวัตกรรมที่ชุมชนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง”
การจัดอันดับนี้วัดผลงานมหาวิทยาลัยตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ ทั้งด้านการเรียนการสอน การวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ และการนำความรู้ไปใช้กับหน่วยงานภายนอก โดย มช. โดดเด่นใน SDG 17 ความร่วมมือเพื่อบรรลุเป้าหมาย ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของไทยและอันดับ 26 ของโลก และ SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของไทย
ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมประเมินจาก 2 ส่วนคือผลกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของ มหาวิทยาลัย โดยคณะเศรษฐศาสตร์ มช. และผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ซึ่งวัดว่าโครงการต่าง ๆ สร้างประโยชน์ให้ผู้คนและสังคมมากน้อยเพียงใด โดย Social Value Thailand ตามมาตรฐาน Social Value International
แผนฯ 14: มุ่งสร้าง Real World Impact เปลี่ยนงานวิจัยเป็นนวัตกรรมที่ชุมชนใช้ได้จริง
ภายใต้วิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยที่สร้างนวัตกรรมแบบมีส่วนร่วม เพื่อความยั่งยืน” แผนฯ 14 มุ่งนำงานวิจัยไปแก้ปัญหาจริงร่วมกับชุมชนและภาคีเครือข่าย โดยมีประเด็นเด่น อาทิระบบเตือนภัยที่ชุมชนดูแลเองได้ สำหรับน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม ภายใต้ระบบการจัดการภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นฐาน ช่วยให้คนในพื้นที่เข้าถึงข้อมูลเตือนภัย เตรียมรับมือ และลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตัวอย่างการนำไปใช้ประโยชน์ เช่น
- เขตเมืองเชียงใหม่ : นำระบบเตือนภัยน้ำท่วมไปใช้จริงในการบริหารจัดการสถานการณ์ โดยจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บรรจุในแผนเผชิญเหตุอุทกภัยและประกาศใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารสถานการณ์น้ำท่วม สนับสนุนการเตือนภัยให้กับทุกภาคส่วน และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงผ่านเว็บไซต์
- บ้านปางอุ๋ง ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ : จัดทำคู่มือการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนให้เหมาะกับพื้นที่เสี่ยงดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก
- ตำบลมะลิกา อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ : พัฒนา HydroSentinel ระบบเตือนภัยน้ำป่าไหลหลากล่วงหน้าระดับชุมชน โดยใช้กล้องและปัญญาประดิษฐ์ประเมินอัตราการไหลของน้ำโดยไม่ต้องสัมผัสลำน้ำ
การดำเนินการของระบบเตือนภัยน้ำท่วมจะเกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมเป็นวงกว้าง ได้แก่ ชุมชนต้นน้ำบนพื้นที่ภูเขาสูง เริ่มที่บ้านปางอุ๋ง 157 ครัวเรือน และอาสาสมัครไม่น้อยกว่า 10 คน ชุมชนปลายน้ำในเขตเมืองเชียงใหม่ 4 อำเภอ 33 ตำบล และ 6,000 ครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากระบบแจ้งเตือน องค์กรผู้ใช้น้ำและชุมชนในเชียงใหม่ 19 ตำบล เชียงราย 38 ตำบล และลำพูน 15 ตำบล ซึ่งอาจจะเพิ่มเติมได้ตามความพร้อม
Net Zero Campus โดยใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยทั้ง 5 แห่งเป็นห้องปฏิบัติการมีชีวิต (Living Laboratory) ได้แก่ พื้นที่ฝั่งสวนสัก พื้นที่ฝั่งสวนดอก ศูนย์วิจัยสาธิตและฝึกอบรมการเกษตรแม่เหียะ ศูนย์การศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่หริภุญไชย จ.ลำพูน และพื้นที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร มช. จ.สมุทรสาคร ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน CMU Carbon One เพื่อจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ติดตามการปล่อย ลดการปล่อย ไปจนถึงดูดกลับและกักเก็บคาร์บอน เช่น CMU Smart City Solar Rooftop การจัดการพื้นที่สีเขียว การแปลงขยะเป็นพลังงาน รถขนส่งมวลชนไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ถนนพลาสติกรีไซเคิล การประเมินคาร์บอนและแพลตฟอร์มดิจิทัลการดูดซับคาร์บอนภาคป่าไม้ เพื่อเป็นต้นแบบการดำเนินงานและพร้อมขยายผลแก่ชุมชนรอบข้าง
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ช่วงตุลาคม 2568 - กันยายน 2569 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้ 27,028 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากปริมาณที่คาดว่าจะปล่อยตามปกติ 50,376 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็น ร้อยละ 54 ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามปกติ ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังขยายผลสู่ 4 ด้าน ได้แก่
• สุขภาวะ นวัตกรรมสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ สุขภาพจิต และสมุนไพร
• ความมั่นคงทางอาหาร อาหารปลอดภัย โปรตีนทางเลือก ฟาร์มอัจฉริยะ และบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้
• เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ต่อยอดภูมิปัญญาล้านนา สร้างรายได้ให้ชุมชน
• การศึกษาและ AI พัฒนาทักษะแห่งอนาคตสำหรับคนทุกช่วงวัย และนำ AI มาใช้พัฒนาการทำงานของมหาวิทยาลัยและขยายสู่โรงเรียนต้นแบบ
ภายในปี 2575 มช. ตั้งเป้าสร้างต้นแบบนวัตกรรมที่ขยายผลได้จริง ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ไม่ต่ำกว่า 5 เท่า และได้รับการจัดอันดับระดับสูงสุดจาก Times Higher Education Impact Ratings (Sustainability) การต่อยอดจากแผนฯ 13 สู่แผนฯ 14 จึงไม่ใช่เพียงการยกระดับผลงานของมหาวิทยาลัย แต่คือการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ให้มหาวิทยาลัย ชุมชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานพันธมิตรร่วมกันคิด พัฒนา และสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณค่าต่อสังคม