หนึ่งในผลงานวิจัยจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรื่อง Spatial epidemiology of lumpy skin disease outbreaks in Thailand: proximity patterns, case concentrations, spatio-temporal clusters, and interpolated case distribution ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติ Frontiers in Veterinary Science (Published: 23 July 2026) ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล ISI Tier 1 (Journal Impact Factor 3.1), SJR Quartile 1 และ Scopus Tier 1
สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.frontiersin.org/.../fvets.2026.1867178/full
งานวิจัยเรื่อง Spatial epidemiology of lumpy skin disease outbreaks in Thailand: proximity patterns, case concentrations, spatio-temporal clusters, and interpolated case distribution มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่ออธิบายลักษณะการกระจายตัวเชิงพื้นที่ ระบุกลุ่มการระบาด (Clusters) และประเมินความหนาแน่นของเคสทั่วประเทศเพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนป้องกันโรคอย่างเป็นระบบ โดยทีมวิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลการระบาดที่รายงานต่อองค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) จำนวน 642 แห่ง ระหว่างเดือนมีนาคม ถึง ธันวาคม 2564 ผ่านเทคนิคทางภูมิสารสนเทศหลายชนิด ได้แก่ การวิเคราะห์ความใกล้ชิดเชิงพื้นที่ การประเมินความหนาแน่นด้วยวิธี Weighted KDE การตรวจจับกลุ่มก้อนในมิติพื้นที่และเวลาด้วย DBSCAN และการวิเคราะห์การกระจายตัวของโรคเชิงพื้นที่โดยพิจารณาปัจจัยความหนาแน่นของประชากรโคประกอบด้วยวิธี Universal Kriging ผลการศึกษาพบว่า ระยะห่างเฉลี่ยระหว่างจุดระบาดอยู่ที่ 13.75 กม. โดยพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของโรคสูงที่สุดกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนตะวันตก ซึ่งทีมวิจัยสามารถระบุกลุ่มการระบาดสำคัญได้ทั้งหมด 8 กลุ่ม โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นพื้นที่หลักซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและมีจำนวนเคสสูงที่สุด จากผลการศึกษาทีมวิจัยจึงเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดลำดับความสำคัญในการฉีดวัคซีนในพื้นที่กลุ่มความเสี่ยงสูงเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการควบคุมแมลงพาหะ และการจำกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของโรคสูง เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและเพิ่มขีดความสามารถในการตอบโต้การระบาดของโรคอุบัติใหม่อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพในอนาคต