Curricular
Seperating Faculties
Search for Curriculums
Bachelor’s Degree
Master’s Degree
Doctoral Degree
Other Curriculums
Studying at CMU
Application of Bachelor's Degree
Application for Graduate Studies
Application of International Program
CMU Presidential Scholarship
Faculties and Departments
Faculties
CMU’s Organizations
Other Division
News
Research and Innovation News
Outstanding News
Outstanding Staff
Prize and Pride
Conference and Seminar
Executives' News
Job Application
Procurement
Event Calendar
COVID-19 and PM2.5
Sports
Featured
Health
Laws and Regulations
Donations
Technology News
Religions
Journals
Articles on CMU 60 Years
About CMU
Background
Resolution/ Vision/ Mission/Values and Organizational Culture
Authority
CMU Corporate Identity
Organizational Structure and Administration of Chiang Mai University
Education Development Plan 5 years
Committee of University Council
Executives
Deans
Directors
Employee Council
Other related links
CMU First Year
CMU IT Life
Exchange Programs
Scholarships
Photo & News Archive
Open Data Integrity and Transparency Assessment : OIT
Privacy Policy
Code of Ethics
Contact
ภาษา
TH
|
EN
|
CN
หน้าแรก
ข่าว
ข่าว
คลายปมโรคเกาต์ โรคที่ไม่ได้มีแค่อาการ “ปวด”
7 มกราคม 2569
คณะแพทยศาสตร์
เมื่อพูดถึง “โรคเกาต์” หลายคนมักนึกถึงอาการปวดข้อและข้ออักเสบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้า แต่ในความเป็นจริง
โรคเกาต์มีความซับซ้อนและอันตรายมากกว่านั้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทั้งไต หัวใจ และหลอดเลือด
โรคเกาต์คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
โรคเกาต์เกิดจากการที่ร่างกายมี ระดับกรดยูริกในเลือดสูง เป็นเวลานาน จนกรดยูริกตกตะกอนกลายเป็นผลึกเกลือไปสะสมตามข้อต่าง ๆ และเนื้อเยื่อ ที่สำคัญคือ ผลึกเหล่านี้ ไม่ได้เพิ่งเกิดตอนมีอาการปวดข้อและมีข้ออักเสบครั้งแรก แต่สะสมมาแล้วอย่างน้อย 5–10 ปี
เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้มีอาการ
• ปวด บวม แดง ร้อน ที่ข้ออย่างรุนแรง
• มักพบที่โคนนิ้วหัวแม่เท้า ข้อเท้า หรือข้อเข่า
• ปวดมากจนแม้แต่ผ้าห่มมาแตะก็ทนไม่ได้
โรคเกาต์ ไม่ได้มีแค่อาการปวดข้อ
หากปล่อยไว้หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง โรคเกาต์อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนสำคัญ ได้แก่
1. โรคไตและระบบทางเดินปัสสาวะ กรดยูริกสามารถไปสะสมที่ไต ทำให้ไตทำงานเสื่อมลง เกิดภาวะไตเสื่อม หรือเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้
2. หัวใจและหลอดเลือด ระดับกรดยูริกที่สูงเรื้อรัง จะกระตุ้นให้หลอดเลือดหนาและแข็งตัวเร็วขึ้น เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ
3. ปุ่มโทฟัส (Tophi) เป็นก้อนหรือปุ่มแข็งที่เกิดจากการสะสมของผลึกยูริกตามข้อต่าง ๆ หากเป็นมากอาจกัดกร่อนกระดูก ทำให้ข้อผิดรูปและใช้งานลำบาก
ความเข้าใจผิดเรื่องอาหารกับโรคเกาต์
หลายคนเข้าใจว่าโรคเกาต์เกิดจากการกินอาหารผิดประเภท เช่น ไก่หรือสัตว์ปีก แต่ในความเป็นจริง
• อาหารมีผลต่อการสร้างกรดยูริกในร่างกายประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างการสร้างในแต่ละวัน
• อีก 2 ใน 3 ของกรดยูริกในร่างกายเกิดจากการที่ร่างกายสร้างขึ้นเองจากการสลายเซลล์ต่างๆ
ดังนั้น อาหารจึงไม่ใช่สาเหตุของโรคเกาต์ แต่มีส่วนกระตุ้นให้โรคเกาต์รุนแรงขึ้น
สิ่งที่ควรงดอย่างจริงจังคือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์ เพราะแอลกอฮอล์นอกจากจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกมากขึ้นแล้ว ยังทำให้ไตขับกรดยูริกออกได้น้อยลง
โรคเกาต์รักษาให้หายขาดได้หรือไม่
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “เกาต์รักษาไม่หาย” ในความเป็นจริง โรคเกาต์สามารถรักษาให้หายขาดได้ หาก
• รับประทานยาละลายผลึกยูริกอย่างสม่ำเสมอ
• ควบคุมระดับกรดยูริกให้ต่ำกว่า มก./ดล. ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน การรักษาอย่างต่อเนื่องจะช่วยละลายผลึก ลดการอักเสบ และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว แยกให้ออก โรคเกาต์ โรคเกาต์เทียม และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
• โรคเกาต์เทียม (Pseudogout) เป็นโรคที่มีอาการคล้ายเกาต์ มักพบในผู้สูงอายุ เกิดจากผลึกคนละชนิดกับโรคเกาต์จริง และไม่มียาละลายผลึกเหมือนในโรคเกาต์
• โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรัง มีข้อบวมหลายๆ ข้อต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ ซึ่งแตกต่างจากโรคเกาต์ซึ่งมีลักษณะข้ออักเสบเป็นๆ หายๆ
สมุนไพรช่วยขับยูริก ดีจริงหรือ
สมุนไพรบางชนิดอาจมีคุณสมบัติลดกรดยูริกได้ แต่มักจะไม่มากพอที่จะทำให้ระดับกรดยูริกต่ำกว่า 6 มก./ดล. ได้ และแพทย์ไม่แนะนำให้รับประทานยาสมุนไพรร่วมกับการรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยากับยาแผนปัจจุบัน หรือทำให้เกิดผลข้างเคียง และทำให้การรักษาโรคยุ่งยากมากขึ้น
คำแนะนำจากแพทย์ หากมีอาการปวดข้อ บวม แดง ร้อน และสงสัยว่าอาจเป็นโรคเกาต์ ควรรีบพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะไตเสื่อม ซึ่งจะทำให้การรักษาซับซ้อนและยากขึ้นมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.นพ.วรวิทย์ เลาห์เรณู อาจารย์ประจำหน่วยโรคข้อและรูมาติสซั่ม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เรียบเรียง: นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : งานสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สุขภาพ
บทความ
ข่าวเด่น
แกลลอรี่
×
RoomID:
Room Name:
Description: