มช. ผนึกเครือข่ายวิจัย-นวัตกรรม สู้วิกฤตหมอกควันภาคเหนือ ยกระดับข้อมูล และการมีส่วนร่วม เพื่ออากาศสะอาดอย่างยั่งยืน

8 มกราคม 2569
ศูนย์สื่อสารองค์กรและนักศึกษาเก่าสัมพันธ์

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) โดยคณะทำงานด้านวิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อรับมือวิกฤตมลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นระบบ พร้อมยกระดับการสื่อสารเชิงรุกและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยมุ่งบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และกลไกการสื่อสารสาธารณะ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายและการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่าง มีประสิทธิภาพ โดยกำหนดทิศทางการดำเนินงานหลักใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  1. การวิจัยและพัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศเชิงลึก เพื่อการติดตามและประเมินสถานการณ์มลพิษอย่างแม่นยำ พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบายทั้งระดับท้องถิ่น ระดับภาค และระดับประเทศ
  2. การวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาแผนการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศระดับพื้นที่ เชื่อมโยงสู่ระดับประเทศและภูมิภาค
  3. การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน

โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนข้อมูลเชิงวิชาการ และผลักดันการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการลดมลพิษทางอากาศอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาพของประชาชน และความยั่งยืนของทรัพยากร ธรรมชาติในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินงานวิจัยเชิงพื้นที่แบบมุ่งเป้า ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติการลดไฟในพื้นที่ป่าไม้ เพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ มิติการเชื่อมโยงระบบข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด ด้วยการบริหารจัดการข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับพื้นที่ และ มิตินโยบายและการสื่อสารเชิงรุก โดยเปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนควรรู้ พร้อมผลักดันแผนการแก้ไขและรับมือปัญหามลพิษทางอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ และขยายผลสู่ระดับภูมิภาค

ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน มช. ได้สร้างสรรค์นวัตกรรม งานวิจัย ผลงานสิ่งประดิษฐ์ เพื่อการตรวจติดตาม การวิเคราะห์สถานการณ์และการป้องกันมลพิษทางอากาศ อาทิ

  • ระบบติดตามค่าฝุ่น PM2.5 และคุณภาพอากาศประเทศไทยสำหรับประชาชน ผ่าน Line Official Account: Air Quality by CMU (@aircmu) หนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารและติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศ คือ ที่เปิดให้ใช้งานฟรี ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสถานการณ์คุณภาพอากาศ การพยากรณ์ล่วงหน้า นวัตกรรมห้องปลอดฝุ่น รวมถึงองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ข้อมูลจุดความร้อน และคำแนะนำในการดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยงจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก
  • สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศบนดาดฟ้าอาคาร 30 ปี คณะวิทยาศาสตร์ มช. เพื่อเฝ้าระวังค่ามลพิษแบบใกล้เวลาจริง ครอบคลุมการตรวจวัด PM2.5 ก๊าซมลพิษ สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) พารามิเตอร์ทางอุตุนิยมวิทยา รวมถึงสารที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น black carbon ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นฐานข้อมูลสำคัญทางวิชาการ สำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ การเฝ้าระวัง และการตัดสินใจเชิงนโยบายในอนาคต
  • UAV (โดรน) เทคโนโลยีการตรวจจับไฟป่าด้วยอากาศยานไร้คนขับ ร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการลาดตระเวนและตรวจจับไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง และระบุจุดกำเนิดไฟในพื้นที่เสี่ยงของภาคเหนือได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยระบบจะทำงานร่วมกับ GPS เพื่อแจ้งเตือนพิกัดไฟป่าและฝุ่น PM2.5 โดยอัตโนมัติ ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ทุรกันดารที่เจ้าหน้าที่เข้าถึงยาก อีกทั้งยังมีต้นทุนต่ำกว่าเทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรม ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนสามารถนำไปใช้งานได้อย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการจัดการปัญหาไฟป่าและมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน
  • PM2.5 Big Data (ระบบสารสนเทศการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการ, วางแผนตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จด้าน PM2.5) ระบบสารสนเทศโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูล PM2.5 จุดความร้อน และข้อมูลที่กระจัดกระจายจากหลายหน่วยงานมาบูรณาการในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลจริง โดยเปลี่ยนข้อมูลซับซ้อนให้เป็นเครื่องมือปฏิบัติการผ่าน Dashboard และ GEO Map Realtime ที่ช่วยติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบในระดับพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากการตั้งรับสู่การจัดการเชิงรุก ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการวางแผนและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าได้อย่างยั่งยืน
  • "Fireman" ระบบแสดงตำแหน่งคนดับไฟผ่านโทรศัพท์มือถือ แพลตฟอร์มดิจิทัลบริหารจัดการไฟป่าครั้งแรกของไทย ที่แสดงจุดความร้อนจากดาวเทียมพร้อมพิกัดเจ้าหน้าที่ภาคสนามแบบเรียลไทม์บนแผนที่เดียวผ่านมือถือ ช่วยเปลี่ยนระบบการทำงานสู่ศูนย์บัญชาการร่วมที่ผู้บริหารสามารถประเมินความเสี่ยง สั่งการ และติดตามความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ได้ทันที นวัตกรรมนี้ยกระดับการทำงานจาก "เห็นแค่ไฟ" เป็น "เห็นทั้งไฟและทีม" ทำให้การแก้ปัญหาไฟป่ารวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาป่าและคุณภาพอากาศ
  • CleanAirNET Dust Response Kit (ชุดรับมือสถานการณ์ฝุ่น ด้วยกล่องลังฟอกอากาศ DIY) นวัตกรรมกล่องลังฟอกอากาศ DIY และมุ้งสู้ฝุ่นระบบความดันบวกที่ชุมชนผลิตเองได้ ใช้วัสดุรีไซเคิลเพื่อลดต้นทุน สามารถลดฝุ่น PM2.5 ระดับวิกฤตให้เหลือค่าปลอดภัยภายใน 10 นาที มีประสิทธิภาพเทียบเท่าเครื่องเชิงพาณิชย์ ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยให้เข้าถึงอากาศสะอาดได้ทันที นอกจากช่วยลดความเสี่ยงทางสุขภาพแล้ว ยังสร้างอาชีพให้ชุมชน และเป็นโมเดลการเตรียมความพร้อมรับมือภัยฝุ่นอย่างยั่งยืน
  • ไฟดี : FireD ระบบสนับสนุนการตัดสินใจในการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล (Fire Management Decision Support System) หรือ FireD นวัตกรรมระบบสนับสนุนการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวลแบบครบวงจร ที่ช่วยให้จังหวัดเชียงใหม่แก้ปัญหาการเผาได้อย่างเป็นระบบ โดยนำข้อมูลเชิงพื้นที่ ปริมาณเชื้อเพลิง และการพยากรณ์หมอกควันมาประมวลผลร่วมกัน เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจัดการเชื้อเพลิง ช่วยให้ศูนย์บัญชาการป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ สามารถอนุมัติและควบคุมการเผาในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำผ่านแอปพลิเคชัน ส่งผลให้จำนวนจุดความร้อน และปัญหามลพิษจากการเผาลดลง ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการไฟป่าและฝุ่นควันของจังหวัดเชียงใหม่
  • Baseline Database ของจุดความร้อนและฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ฐานข้อมูล Baseline ของจุดความร้อนและฝุ่น PM2.5 ใน 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เป็นการบูรณาการข้อมูลจุดความร้อนจากดาวเทียม ค่าฝุ่นรายวัน และทิศทางการเคลื่อนที่ของมวลอากาศ เพื่อระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นและความสัมพันธ์กับสภาพภูมิอากาศอย่างแม่นยำ เป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้หน่วยงานเห็นระดับปัญหาที่แท้จริงจากอดีตถึงปัจจุบัน นำไปสู่การกำหนดนโยบายและมาตรการแก้ปัญหาแบบการขับเคลื่อนนโยบายด้วยข้อมูล (Data-Driven Policy) ได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน โดยมีข้อมูลวิชาการรองรับการตัดสินใจของผู้บริหาร

การดำเนินงานอยู่ภายใต้แผนงาน P24 “การลดไฟในป่ากรณีศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลขนาดใหญ่ นโยบาย และการสื่อสารเชิงรุก: Air for All” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5” ตามนโยบายของประเทศ พร้อมต่อยอดสู่แผนนโยบายการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศระยะ 5 ปีของจังหวัดเชียงใหม่

ขณะเดียวกัน ยังมีการขยายผลแผนงานมุ่งเป้า “การลดการเผาในพื้นที่ป่าภาคเหนือด้วยนวัตกรรมและนโยบายแบบมีส่วนร่วม เพื่อการจัดการฝุ่น PM2.5 แบบมุ่งเป้า” ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และตาก เพื่อสร้างต้นแบบการแก้ไขปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังได้สานต่อโครงการ สร้างห้องปลอดฝุ่นให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และสร้างระบบเติมอากาศสะอาด (Clean Air) ซึ่งมีเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ให้แก่อาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในพื้นที่ภาคเหนือจำนวน 603 แห่ง เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากจากอนุภาค PM2.5 ที่เป็นอันตราย และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่พวกเขาสามารถเรียนรู้และเติบโตได้อย่างปลอดภัย โดยเปิดรับบริจาคเพื่อร่วมสนับสนุนโครงการที่
https://donate.cmu.ac.th/home/project-home-details/48/7

การขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ นับเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูล วิชาการ นโยบาย และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืน อันจะนำไปสู่คุณภาพอากาศที่ดีขึ้น สุขภาพที่ดีของประชาชน และการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของภาคเหนือในระยะยาว

แกลลอรี่